ramdom07.jpg

อ.วรรณา อ.สุวัฒน์


สวัสดีครับพบกันอีกครั้งกับ TOV Interview ครั้งนี้เรามาช้าไปบ้าง   เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านไปแล้ว    เราจะเห็นการอวยพรจากพระเจ้าในประเทศไทยอย่างแน่นอน

และสำหรับครั้งนี้ ผู้ที่ได้มาเป็นพระพรให้แก่เรา  ท่านทั้ง 2 เป็นคณะกรรมการ New Vine Skin และเป็นทีมงานที่เริ่มบุกเบิกงานนิเวศอธิษฐานแห่งประเทศไทย (THOP หรือ Thailand House of Prayer)  เชิญพบกับทั้ง 2 ท่านเลยครับ

Henry : แนะนำตัวด้วยครับ

อ.วรรณา : ค่ะ วรรณา ไพบูลย์เกษมสุทธิ   ปัจจุบันรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ที่นิเวศอธิษฐานประเทศไทยค่ะ

อ.สุวัฒน์  : ผมสุวัฒน์    ไพบูลย์เกษมสุทธิ   รับใช้พระเจ้าที่นิเวศอธิษฐานประเทศไทยเช่นกันครับ

Henry : อยากทราบว่านิเวศอธิษฐานประเทศไทย  เริ่มต้นยังไงครับ

อ.วรรณา : เริ่มต้นจากกรรมการ New Wine Skins  ซึ่งมีวาระทุก 2 ปี   ช่วยกันรวบรวมคริสตจักรท้องถิ่นหลายๆ แห่งมาช่วยกันทำการนัมสการให้ต่อเนื่องให้ได้  24 ชม.ตลอด 7 วัน   เป็นหุ้นส่วนพันธกิจ   ซึ่งประกอบกันหลายส่วน เช่น ที่คริสตจักรสดุดีเราก็มีพันธกิจห้องอธิษฐาน  และเรามีหุ้นส่วนในคริสตจักรท้องถิ่นต่างๆ  ทั่วกรุงเทพค่ะ

Henry : จุดประสงค์ของการจัดนิเวศอธิษฐานประเทศไทย (THOP)  คืออะไรหรือครับ

อ.วรรณา : ตามความเข้าใจทั่วๆ ไป จะเข้าใจว่าเรามารวมกันอธิษฐาน  แต่จริงๆ แล้วมาจากแนวคิดเรื่องการรื้อฟื้นพลับพลาดาวิดผสานกับภาระใจที่จะอธิษฐานเผื่อประเทศไทย  เป็นการอธิษฐานผสมผสานกับการนมัสการ  เราเชื่อว่าการทำแบบนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศฝ่ายวิญญาณ   เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังรื้อฟื้นหลายๆ อย่างในประเทศนี้  แผ่นดินของพระองค์จะมาตั้งอยู่ในประเทศนี้และขยายออกไปทั่วเอเซียด้วย  การอธิษฐานผสานกับการนมัสการเป็นภาพของการตั้งไฟบนแท่นบูชาให้จุดต่อเนื่อง  ปัจจุบันเราทำได้แค่ 2 ชม. แต่เราเชื่อว่าวันข้างหน้าจะขยายเป็นตลอด 24 ชม.

Henry : ในต่างประเทศก็มีนิเวศอธิษฐาน (IHOP) อยากทราบว่ามีความแตกต่างกับของเรามั้ยครับ

อ.วรรณา :  แตกต่างค่ะ    1. กลุ่มคนเราไม่เหมือนกัน  2. การเริ่มต้นก็ไม่เหมือนกัน คือ ของ IHOP มีคอนเซ็ปความคิดเดียว พัฒนาการของ IHOP มาจาก Mike Bickle ที่เริ่มจากคนเดียว แต่ภายหลังเค้าสามารถดึงความช่วยเหลือจากคริสตจักรต่างๆ ใน  Kansas City ร่วมนมัสการ 24 ชม. ตลอด 7 วัน กลับมาที่ประเทศไทย  เรามีความหลากหลายจากทีมงานที่มาจากหลายคริสตจักร    ทั้งความเข้าใจเรื่องพิณและขันทองคำที่แปลมาเป็นการนมัสการ  ความสามารถและคอนเท็นต์ (เนื้อความ) ที่มีในตัวทีมงานแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน  แต่เมื่อทุกคนมาทำงานร่วมกันก็ต้องมีการจูนกัน  ผ่านมา  3 ปีได้เห็นว่า ข้อจำกัดต่างๆ ถูกเคลียร์มากขึ้น  ความเข้าใจพื้นฐานของผู้ที่เข้าร่วมเท่ากันแล้ว ทั้งคอนเท็นต์ของผู้นำนมัสการ และทีมงานที่มาร่วมงานกัน  เพราะเรามีการสอนพระคำพระเจ้าควบคู่กันไปด้วย  ขอยกตัวอย่างนะคะ เช่น อ.โอ๊ค  เสริมพล เป็นคนที่มีพระคำพระเจ้าชัดเจนมาก แต่เมื่อนำนมัสการก็เห็นว่าขาด Propertic Singer (นักร้องเชิงเผยพระวจนะ)  การที่จะเคลื่อนทุกอย่างไปคนเดียวมันค่อนข้างยาก  ทั้งร้องและเล่นเครื่องดนตรีไปด้วย  ถ้ามีทีมงานมาสนับสนุนก็จะดีขึ้น  ตอนนี้เราเน้นการสร้าง Propertic Singer ให้มีมากขึ้น  IHOP เค้าใช้คำสอนเป็นพื้นฐานนำหน้า  คอนเท็นต์ของผู้นำนมัสการทุกคนมาจากคำสอนเดียว ความเข้าใจชัดเจนว่าพระเยซูคริสต์คือใคร พระเจ้าคือใคร ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้าเป็นยังไง แต่ละคนมีพื้นฐานพระคัมภีร์แน่นมาก  เมื่อนักร้องร้องเพลงจากใจ  หรือร้องแบบ Propertic Singer ก็มีพระคำรองรับชัดเจน

Henry : แสดงว่า นิเวศอธิษฐานต้องมีพระคำและความเข้าใจในการนมัสการควบคู่ไปด้วยกันสิครับ

อ.วรรณา : ใช่ค่ะ  อย่าง IHOP เค้ามีห้องสำหรับฝึกนะ  เค้ามีถึง 5 ห้อง!!!  เพราะฉะนั้น กว่าเค้าจะมานำห้องใหญที่เราเห็นกัน   คือมันต้องผ่านการฝึกฝนมาแล้ว  ผ่าน Class Internship  (ชั้นฝึกหัด) ผ่านชั้นเรียนพระคัมภีร์  ผ่าน Musical Skill (ทักษะทางดนตรี) และ Worship Skill  (ทักษะด้านนมัสการ)  ทุกคนต้องฝึกฝนจากห้องเล็กก่อน  ถึงจะเก่งขนาดไหนก็ตาม จนผ่านมาถึงห้องใหญ่ได้  ผ่านการสกรีนมาแล้ว  ส่วนนิเวศในประเทศไทย  เรายังขาดห้องเทรน  เราเริ่มจากผู้นำนมัสการที่มีอยู่แล้วก็ทำให้มีความหลากหลายกันในตอนเริ่มต้น

Henry : แสดงว่าในระยะยาว THOP ก็ต้องมีการเรียน  ทำความเข้าใจก่อนสิครับ

อ.วรรณา : ถูกต้องค่ะ  ต้องสอนและปรับพื้นฐานก่อน เพราะจุดอ่อนสำคัญที่ผู้นำนมัสการต้องปรับก่อน คือการนมัสการแบบ Ministering to the Lord หรือการนมัสการในจิตวิญญาณพลับพลาแบบดาวิด คือ การที่เราไม่นำนมัสการ แต่เรานมัสการไปเลย  ไม่มีการบอกอะไรกับที่ประชุมให้เค้าข้าสู่การนมัสการด้วยตัวเอง  เบสิค (พื้นฐาน) ของเรื่องนี้ คือ การปรนนิบัติพระเจ้าแต่ผู้เดียว   ยังมีผู้นำนมัสการที่ยังไม่เข้าใจตรงนี้ คือ แด่พระองค์เพียงผู้เดียว มันไม่ใช่แค่คำพูดนะแต่มันคือวิญญาณที่อยู่ภายในตัวเรา

อ.สุวัฒน์ : ขอเสริมนะครับ   Ministering to the Lord นี่สำคัญที่สุดเลย   ตัวอย่าง  IHOP ที่เค้าจะมีรอบนมัสการเป็นรอบๆ ตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไปถึงเช้า  คนจะน้อย แต่คนมาเพื่อใกล้ชิดพระเจ้า  ตัวผมเองก็เคยเข้าไป ในเวลาตีหนึ่งและตีสาม ไปเพื่อพบพระเจ้า  เค้าไม่ได้สนใจใครเลย ไปเพื่อพบพระเจ้าเท่านั้น  ส่วนในบ้านเรา สิ่งที่ต้องเปลี่ยนที่สุดทั้งผู้นำนมัสการและสมาชิกก็คือ  การมาพบพระเจ้า  เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดของการนมัสการ  จิตใจที่แสวงหาของเราจะได้รับการเติมเต็มที่มาจากพระเจ้า

Henry : มองภาพของการนมัสการในเมืองไทย เป็นอย่างไรครับ

อ.วรรณา :  เรายังไม่เป็นการนมัสการแบบดาวิด  ยังเป็น  Performace Orientation (แนวแสดงดนตรี)  เรายังติดแบบคอนเสิร์ตที่ผู้นำนำบรรยากาศนำที่ประชุม  แต่ที่ IHOP จะมีช่วงที่ทั้งห้องประชุมร้องเพลงบทใหม่ไปด้วยกัน เพราะเค้าเข้าใจว่า การนมัสการคือการปรนนิบัติพระเจ้า ทุกคนมาเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า นมัสการพระเจ้า คนที่มาด้วยหัวใจเช่นนี้จะนำการเยี่ยมเยียนและการทรงสถิตของพระเจ้า  ที่ THOP แม้จะยังไม่สมบูรณ์  แต่เรามีความเข้าใจ ทำให้มีการทรงสถิตของพระเจ้า

อ.สุวัฒน์  :  แม้แต่ต่างประเทศเองก็ยังไม่ใช่การนมัสการในแบบของดาวิด   ตัวดาวิดนมัสการพระเจ้าและอยากให้คนทั้งโลกนมัสการพระเจ้า   ขณะที่ดาวิดนมัสการพระเจ้า เค้าไม่ได้สนใจตัวเอง แต่งตัวไม่เรียบร้อยด้วยในเวลานั้น  คนมากมายยกย่องตัวเค้า  แต่เมื่อเวลาเค้านมัสการ เค้าลืมว่าตัวเองเป็นใคร และถ่อมตัวลงว่าเป็นแต่ผู้เล็กน้อย แต่พระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่เพียงผู้เดียว  นี่คือสิ่งที่ดาวิดต้องการจะบอกกับคนทั้งโลกนี้  

Henry : งั้นอะไรคือ จุดโฟกัสสำคัญที่จะนำมาซึ่งการทรงสถิตของพระเจ้าครับ

อ.วรรณา : คือเวลาเรามองพระเจ้า เราอยากนมัสการพระองค์ หรือเวลาเรามองพระมหากษัตริย์ เรายังชื่นชมพระองค์เลย  เช่นเดียวกันเวลาที่ประชุมเกิดความรู้สึกที่ชื่นชมและแสวงหาพระเจ้านี่แหละ ที่นำมาซึ่งการเยี่ยมเยียนของพระเจ้า 

อ.สุวัฒน์  :  คนมากมายเชื่อว่าต้องทำสิ่งต่างๆ มากมาย  เพื่อให้พระเจ้ามาเยี่ยมเยียน  แต่แท้จริงแล้ว แม้เราไม่ได้ทำอะไรเลย  พระองค์ก็อยากมาพบเราอยู่ดี  ถ้าเราดูในพระคำของพระเจ้า  พระเจ้าทรงจ่ายราคาอย่างมากที่จะลงมาอยู่กับมนุษย์   ตัวอย่างบุคคลในพระคัมภีร์ กล่าวว่า เมื่ออับราฮัมเทชีวิตของเค้าให้กับพระเจ้า  พระองค์ไม่ทรงเดินผ่านอับราฮัมไป     ถ้าใจเราถวายทุกอย่างให้กับพระเจ้าเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต พระองค์อยากจะมาพบกับเราอยู่แล้ว ตรงข้ามกับความคิดว่าต้องทำอะไรมากมายพระเจ้าถึงมาอยู่กับเรา ซึ่งมันไม่จริงเลย  ในบทเรียนการนมัสการในมิติสวรรค์กล่าวถึง พระธรรมวิวรณ์บทที่ 4 และ 5  ผู้ที่สมควรรับคำสรรเสริญ คือพระเจ้า จะเห็นว่าผู้อาวุโสก็คุกเข่าลง และสิ่งที่มีชิวิตและไม่มีชีวิตก็นมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว  เป็นการตอบสนองต่อการกระตุ้นของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 

หรือจะกลับไปดูซีดีบทเรียนชั้น Workshop ของการนมัสการในมิติสวรรค์ที่ผ่านมาก็ได้  สิ่งที่ John Dickson อยากสื่อสารในชั้นเรียนที่ให้กีต้าร์และเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ เผยพระวจนะ ก็เพื่อให้เราไวต่อการกระตุ้นของพระวิญญาณ  หรือในที่ประชุมในเวลานั้นที่เราได้เห็นบางคนที่คุกเข่า ร้องเพลงจากใจ หรือหมอบกราบ  มีการโต้ตอบกับพระวิญญาณบริสุทธิ์  คือ ทุกๆ คนต้องไวต่อการที่พระวิญญาณกระตุ้นเราและตอบสนองออกมา

อ.วรรณา : ในประเทศไทยยังไม่มีการนมัสการ 24 ชม.  เราเลยเห็นรูปแบบไม่กี่แบบ ทั้งๆ ที่การนมัสการแบบพิณและขันทองคำมีความหลากหลายมากๆ  ยกตัวอย่างที่  IHOP ทำการนมัสการ 24 ชม. มา 12 ปีแล้ว ซึ่งเค้าทำได้เนื่องจากแต่ละเซคชั่น (ช่วง) มีความหลากหลาย  มีความคิดสร้างสรรค์  มีธีม (แนว) ที่แตกต่างกัน ที่นั่นเค้าแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ  คือ 1. Intercessory Worship การนมัสการด้วยการอธิษฐาน และ  2. Worship with the Words นมัสการโดยใช้พระคัมภีร์

ข้อแรกเน้นการอธิษฐานมาก ทำให้เรามองอะไรไปไกล อธิษฐานเผื่อประเทศรอบข้าง คือ เค้ามีความหลากหลายมากกว่าเรา   และข้อที่ 2 เสริมสร้างชีวิต ทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น  

อ.วรรณา :ในประเทศไทย 3 ปีที่เราทำกันมา คริสตจักรท้องถิ่นยังไม่เข้าใจเรื่อง 24/7 มาก  แต่ก็เห็นว่าดีขึ้น ระดับการนมัสการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หลุดออกจากวิญญาณศาสนา และมีเสรีภาพในการนมัสการมากขึ้นเรื่อยๆ   แต่การมีส่วนร่วมยังน้อยต้องมี 6 - 7 คริสตจักรที่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง  แบ่งกันรับผิดชอบในแต่ละวัน พัฒนาขึ้นมา  พวกเราไม่มีทีมงานหลัก  สิ่งที่เราช่วยได้คือ ช่วยสอนแบ่งปันนิมิต  แต่กำลังคนหลักต้องมาจากคริสตจักรหลักๆ ในอนาคต  7 คริสตจักรเป็นอย่างน้อยและถ้าขยายออกเป็นทวีคูณจะเพิ่มรอบ  ที่เราทำปัจจุบันคือการระดมพลังจัด 12 ชม. เพื่อจะแตกทีมนมัสการออกไป  อย่างในเชียงรายที่เราไปบุกเบิกอยู่  เชื่อว่าปีหน้าจะมีคริสตจักรหลัก 7 แห่ง และคริสตจักรย่อยอีกมากมายมาร่วม จนในที่สุดจะเกิดนิเวศอธิษฐานที่เชียงรายได้

อ.สุวัฒน์  :   จากที่เราจัดมา 3 ปี เราพบว่าการนมัสการจะต้องจับมือไปกับการเรียนพระคัมภีร์  คือ Prayer Room และ Class Room มันต้องไปควบคู่กันถึงจะไปกันได้   เหมือนภาพของขาทั้ง 2 ข้างถึงจะเดินไปข้างหน้าได้  หรือแม้ว่าเรายังไม่เข้าใจอะไรเลยแต่ถ้าเรามีใจ พระวิญญาณของพระเจ้าก็มาสอนเราได้  ให้เรามีความเข้าใจในพระเจ้ามากขึ้น  เช่น คริสตจักรที่ชลบุรี เค้าจัดนมัสการ 7 ชม. คือไม่ต้องมากเท่าเค้าแต่ขอให้ไฟนั้นทุกจุดต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  ส่วนตัวผมเชื่อว่า 24/7 จะสามารถเกิดขึ้นได้หากเราได้ลองชิมรสหวานในพระเจ้า  ในพระเจ้าชีวิตเราจะถูกเปลี่ยนเมื่อเราอยู่ในพระเจ้า  และผมว่านี่คือคำตอบของปัญหาสังคมจำนวนมากที่เกิดขึ้นในประเทศเรา   คนมากมายทำสิ่งต่างๆ แต่ลืมไปว่าหัวใจสำคัญที่พระเจ้าเรียกเรามาก็เพื่อให้เราอยู่ใกล้พระองค์และพระเจ้าก็อยากอยู่ใกล้เราด้วย

อ.วรรณา : หัวใจสำคัญในห้องอธิษฐาน คือ คนต้องพบพระเจ้าในชีวิตส่วนตัว เน้นโฟกัสที่พระเจ้า เพราะพระองค์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงเราได้

อ.สุวัฒน์  :  ในห้องอธิษฐาน เป็นสถานที่ที่เราจะเรียนพระคำของพระเจ้าได้ลึกกว่าโรงเรียนสอนพระคำใดๆ เพราะเป็นการสำแดงที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้า  หรืออาจจะมากกว่านักเทศน์ด้วยซ้ำ  เพราะเป็นการสำแดงมาโดยตรงและมันหวานชื่น

อ.วรรณา :  นี่เป็นเหตุผลนึงที่เราใช้พระคำพระเจ้าในการอธิษฐานนมัสการ  ถ้อยคำของพระเจ้ามีฤทธิ์เดชเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้และถ้าเราใช้พระคำพระเจ้า ทุกคณะและนิกายสามารถมาร่วมกับเราได้  การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะง่ายมาก

อ.สุวัฒน์  :  ของประทาน นิมิต ความฝันทุกสิ่งล้วนก็ดี แต่ต้องตั้งบนพื้นฐานพระคัมภีร์  ให้พระคัมภีร์เป็นศิลาที่มั่นคงในชีวิตเรา

Henry : ทราบมาว่ามีการเปิดสอนชั้นเรียนด้วยใช่มั้ยครับ

อ.วรรณา : เรามีการสอนเป็นคอร์ส ปีนี้เราเปิดสอนการอธิษฐานและการอธิษฐานวิงวอนและ Inner Healing  ซึ่งก็ปิดคลาสแล้ว                   สำหรับปีหน้าเราจะเปิดสอน The way of intamacy  วีถีแห่งความสนิทสนม และสอน Propertic Ministry วิถีแห่งการเปิดเผยสำแดง  สถานที่คือ คริสตจักรสดุดี อาจจะมีที่คริสตจักรใจสมานซอย 6 ด้วย

Henry : มีความเห็นกับโครงการ Thailand One Voice ยังไงครับ

อ.วรรณา : เข้าใจว่าเป็นโครงการแปลเพลงให้เป็นภาษาเดียวกัน  แต่อยากจะเน้นให้มีการเขียนเพลงด้วย  ส่วนตัวเชื่อว่าเพลงที่                 จะเคลื่อนแผ่นดินพระเจ้าในอนาคตน่าจะเป็นเพลงที่มาจากคนไทยที่เขียนออกมา  ใช้ทำนองแบบไทยๆ  เพลงแบบเพลงฉ่อย เพลงเรือ เป็นเพลงคำอธิษฐาน หรือเพลงแร็พก็ได้ ที่ออกจากหัวใจที่รักพระเจ้า  ถ่ายทอดออกมาเป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ  ถ้ามันมาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามีการสำแดงสามารถประสานกับเราได้ทุกแบบ

อ.สุวัฒน์  :   เพลงมากมายที่ทำออกมาเป็นพรต่อเรามากมายจริงๆ  แต่เพลงที่ถูกเขียนจากใจของเราที่มีต่อพระเจ้า  สื่ออารมณ์ออกมาได้ในเวลานั้น มันจะแตะต้องใจคนขนาดไหน เป็นเพลงเผยพระวจนะ

อ.วรรณา :  ถ้าเราสามารถผลักดัน One Voice ให้มาจากข้างใน ให้ใจเราเห็นด้วยกับพระคำของพระเจ้า มันจะทรงพลังมาก  เสียงเราที่เป็น One Voice กับพระคำพระเจ้า  ถ้าเราเห็นพ้องร่วมกันกับพระเจ้ากับมนุษย์มันจะง่ายมาก  แต่ถ้าเราเห็นพ้องกับมนุษย์แต่เราไม่เห็นพ้องกับพระเจ้า มันอาจจะยากก็ได้  มันต้องมาจากข้างในถึงจะเป็น One Voice จริงๆ

ขอขอบคุณสำหรับอาจารย์ทั้ง  2 ท่านที่มาเป็นแบ่งปันสิ่งที่เป็นพระพรกับพวกเราในวันนี้นะครับ  เชื่อว่าพี่น้องจะได้รับสิ่งดีผ่านบทสัมภาษณ์นี้นะครับ  แล้วกลับมาพบกันใหม่ในคราวหน้ากับผม Henry และ TOV Interview ขอพระเจ้าอวยพรครับนะครับ

ขอเชิญชวนเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ THOP ได้ที่ http://www.t-hop.org  และร่วมนมัสการกับ THOP ได้ ณ ห้องอธิษฐาน หรือผ่านทางออนไลน์