ramdom07.jpg

คุณ เมธา เกรียงปริญญากิจ


" สา ธุ การ พระนาม...ในแผ่นดินที่สมบูรณ์งดงาม  สา ธุ การ พระ นาม "  สวัสดีครับ ทุกท่านที่เข้ามา เชื่อว่า คงเคยร้องเพลงนี้กัน   “Blessed Be Your Name” วันนี้คนที่จะมาเป็นพรกับเรา คือ คนที่นำ เพลงนี้มาแปล และเป็นหนึ่งในทีมงาน TOV  เชิญพบกับเขาเลยครับ

Henry : แนะนำตัวด้วยครับ

โป๋ : เมธา   เกรียงปริญญากิจ  เรียกสั้นๆ โป๋ละกัน  ปัจจุบันรับใช้ด้านงานนมัสการคริสจักร Living Streams  ก่อนหน้านี้รับใช้อยู่ที่คริสจักรใจสมานดูแลด้านงานนมัสการ 5 ปี ต่อมาก็ย้ายมาบุกเบิกที่ คริสจักร Newsong ได้ทำอัลบั้มกับคุณบอยด์ ในนามวง  Coupe จากนั้นก็ไปทำงานข้างนอกอยู่โรงเรียนนานาชาติ   สุดท้ายพระเจ้าก็นำมารับใช้ที่ คริสจักร Living Streams

Henry :  ไม่ทราบว่ามาร่วมงานกับ Thailand One Voice ได้อย่างไรครับ

โป๋ :  เป็นการทรงนำที่มาจากพระเจ้าจริงๆ เพราะก่อน TOV ผมเองก็เริ่มทำ Thailand Worship Network แต่เนื่องจากมีงานหลายด้านมาก และงานด้านการแปลเพลงก็ยังไม่มีใครที่ทำอย่างเต็มที่ และปลายปี ผมไปรับใช้พระเจ้าที่มหาสารคามและมีเหตุให้ต้องกลับก่อนกำหนด ขากลับได้นั่งเครื่องบินเที่ยวเดียวกับ  อ. นิมิต พานิชได้คุยกันในงานรับใช้หลายเรื่อง   รวมทั้งงานนมัสการ อ. นิมิต เองก็บอกว่าที่โบสถ์มีสมาชิก คนนึงมีภาระใจจะทำงานนี้   อ. ก็เลยขอนามบัตรไปให้สมาชิกคนนั้น   หลังจากนั้นสมาชิกคนนั้นได้ติดต่อกลับมาและร่วมงาน TOV กันในที่สุด

Henry :   ทราบว่าเป็นทั้งนักแต่งเพลง และแปลเพลงด้วย  ช่วยแบ่งปันแนวคิดให้หน่อยครับ

โป๋ :   จริงๆ แล้ว งานแปลเพลง...ผมแปลน้อยนะ  ต้องเล่าย้อนไปก่อน คือ ตอนที่ผมเรียนจบ อาจารย์ที่โบสถ์ ท่านส่งผมไปเรียนด้านการรับใช้ที่สิงคโปรปีนึง และที่ อาจารย์ที่สิงคโปรก็แต่งเพลงไว้เยอะ ซึ่งเราก็ชอบเพลงของเขาจึงทำให้เริ่มแปลเพลงและเอามาใช้ในการนมัสการ เพราะเพลงเค้าดีมากและอยากเอากลับไปใช้ที่เมืองไทย  

การเลือกเพลง ผมเลือกมาจากการที่ผมสัมผัสได้ว่า เพลงเหล่านี้ คือเพลงที่พระเจ้าต้องการจะสื่อสารให้คนทั้งโลกได้ร้อง คือ เพลงบางเพลงถูกเขียนเพื่องานในระดับต่างกัน   เพลงบางเพลงเขียนเพื่อกลุ่ม บางเพลงเขียนเพื่อโบสถ์ท้องถิ่น   แต่ผมเพลงที่ผมเลือกผมมองว่าเพลงๆ นั้น เป็นข้อความที่พระเจ้าต้องการสื่อสารถึงโลกนี้   เพื่อบอกกับคนที่ได้ร้องว่านี่คือ เวลาที่พระเจ้าจะมาแล้ว   อย่างเพลง เช่น Days of Elijah ก็เป็น 1 ในนั้น  ส่วนเพลงที่แปลมาแล้ว ชอบที่สุดนี่ เพลงของ Vineyard ชื่อ Hide me in the shelter หรือ Blessed be Your name ผมก็เอามาแปลใหม่ ตอนนั้นยังอยู่ที่ใจสมาน  พอแปลเสร็จก็นำไปใช้ และทำเป็นซีดีแจกสมาชิก ก็เห็นว่าเพลงก็ได้รับความสนใจนำมาใช้เรื่อยๆ

Henry :   แล้ว งานแต่งเพลงละครับ

โป๋ :   แต่งเพลงตอนนี้จะเป็นเพลงนมัสการ  เล่าย้อนก่อนหน้านี้ช่วงนึงผมเคยแต่งไว้ จากนั้นก็ไปทำงานรับใช้ด้านอื่นๆ อยู่ 3 ปีเพิ่งกลับมาแต่งเพลงเมื่อช่วงมีนาคม ก็มีคนเริ่มนำไปใช้มากขึ้น  มันยังไม่สมบูรณ์  การเผยแพร่ก็มาจากสื่อออนไลน์  อย่างเฟสบุ๊คหรือ www.kingdomworshipper.com อื่นๆ 

สิ่งนึงที่ผมได้จากการแต่งเพลงคือ เห็นว่าการที่เราเริ่มต้นกลับมาทำงานนมัสการ ทุกอย่างก็แล่นฉิวมาก  พระพรพระเจ้าเทลงมาแม้แต่เพลงใหม่ ซึ่งผมเคยหยุดไปเพราะอยากได้เพลงใหม่ๆ แต่พระเจ้าทำให้เห็นว่ากลับมา

ก่อนแล้วเพลงใหม่ก็เกิดขึ้นมากมาย พระเจ้าคิดต่างจากเรามาก เหมือนหลักขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัว ได้แง่มุมใหม่ๆ  พระเจ้าให้สิ่งใหม่ๆ เมื่อผมกลับมาตรงนี้   เพื่อให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มากจากพระเจ้าไม่ได้มา จากเรา

 

Henry :   คุณโป๋ เคยร่วมงานกับคริสตจักรหลายแห่ง  ช่วยแชร์ประสบการณ์ให้ฟังหน่อยครับ

โป๋ :   ได้ครับ  เริ่มที่โบสถ์ใจสมาน คืออะไรที่นั่นจะเป็นกลางๆ เวลาเราเลือกเพลงก็จะเลือกแนวกลางๆ ทุกอย่างต้องอยู่ในมาตรฐานตรงกลาง เช่น เพลง, การแต่งตัว ฯลฯ    ต่อมาที่ Newsong ก็ชัดเจนเลยว่ากลุ่มเป้าหมายเค้าเป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ไม่ยึดติดและเปิดกว้างมาก  คุณจะปลอดภัยกับการนำเสนอสิ่งใหม่ในการนมัสการ   สามารถเอาเพลงที่ไม่ใช่เพลงคริสเตียนแต่ความหมายดีมาใช้นมัสการ

ผมได้ประสบการณ์ จาก Andrew Smith เค้าฉีกแนวการนมัสการไปสิ้นเชิง บ้านเรายังติดกับ 1 2 3 4 5  แต่เค้านี่ 4 1 3 5 2  ผมเองก็โตมาแบบมีแบบแผน แต่พอมาเจอเค้านี่ช๊อคเลย ยกตัวอย่างนะ การนำครั้งนึงเค้าร้องเพลงอย่าง I can’t live without you ของ Mariah Carey แล้วบรรยากาศมันดีมากๆ  หรือ Matt Redman เค้าเขียนไว้ในหนังสือว่า ครั้งนึงในการนำของเค้านำนมัสการอยู่แล้วพระเจ้าเร้าใจเค้า ร้องYou are not alone ซึ่งเป็นเพลงท่อนนึงของ Michael Jackson เค้าแบ่งปันไว้ว่า พระเจ้าให้ร้องออกมา และสิ่งที่ตามมาก็คือ กลุ่มวัยรุ่นที่ปิดใจก็เปิดใจรับเชื่อจากเพลงนั้น  สิ่งเหล่านี้เค้ายืนยันว่าเป็นการนำจากพระเจ้าจริงๆ    

โบสถ์ในบ้านเรายังติดกับรูปแบบมากเกินไป   แต่ของต่างประเทศ  เค้าเปิดกว้างกว่ามาก   ที่ Newsong ผมก็ใช้เพลงของ บอยด์ โกสิยพงศ์ หรือ อัญชลี มาใช้ในการนมัสการ  ซึ่งมันก็ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ทุกครั้ง  คือ ผมอยากบอกว่า บางครั้งอย่ายึดกับรูปแบบ บางทีการที่เราใช้เพลงข้างนอกก็สามารถสื่อสารให้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วย

ปัจุจบันที่นี่ (Living Steams) รูปแบบการนมัสการเราก็ไปตามการนำของพระเจ้า   เราจะเน้นในฝ่ายวิญาณ ไม่จำเป็นต้องร้องเป็นภาษาแปลกๆ  สำหรับผมคือเมื่อพระเจ้านำ ณ บรรยากาศตอนนั้นแล้วเราคว้ามาเป็นบทเพลงหรืออะไรสักอย่างแล้วยิงออกมา มันจะมีพลังมาก และผมกำลังเรียนรู้ตรงนี้อยู่   การนำนมัสการปัจจุบันก็ยังมีสคริปต์ แต่ผมมองว่าเวลาที่พระเจ้าเคลื่อน  มันเป็นช่วงที่เรารอว่าพระเจ้าจะเคลื่อนแล้วเราคว้าสิ่งนั้น แล้วสื่อสารออกไป มันจะมีพลังมาก  บางครั้งเพลงที่เราเตรียมไว้มันอาจจะไม่ได้สื่อสารอะไรหรือเคลื่อนบรรยากาศ แต่สิ่งที่เราคว้ามาจากพระเจ้าในช่วงเวลาที่เราปล่อยว่าง มันสามารถเคลื่อนได้อย่างมีพลังมากกว่า   ต่างประเทศเค้านำหน้าเราไปมากทีเดียว เพลงที่เกิดใหม่หลายๆ เพลงก็เริ่มมาจากตรงนั้น  เป็น Prophetic Worship

Henry :   ต่อจากเมื่อกี้ ถ้าอย่างนั้น คุณโป๋ อยากให้การนมัสการในบ้านเราเป็นอย่างไรครับ

โป๋ :   อยากเห็นการนมัสการที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบ   เคลื่อนไปตามการทรงนำของพระวิญญาณ  ไวต่อบรรยากาศ  นำตรงนั้นมาเสริมการนมัสการในบรรยากาศได้ทันที  

สำหรับเพลง  อยากเห็นเพลงที่เราทำออกมาเพื่อคนไทยจริงๆ  เป็นตัวของตัวเอง ไม่อิงกระแสต่างประเทศ   พระเจ้าเคยพูดกับผมชัดเจนมากเลยว่า เลิกตามกระแสต่างประเทศที่เดินตามอยู่ แล้วกลับมาเป็นตัวของตัวเอง  มีหลายคนที่ทำเช่นนี้อยู่ เช่นคุณแยม ซึ่งชัดเจนมากว่า ทำเพลงนัมสการเพื่อคนไทย  แต่ผมอยากเห็นมากกว่านี้ และผมเองก็จะแต่งเพลงด้วย ผมอยากเห็นเพลงที่เป็นของคนไทยแล้วนำไปแปลเพื่อให้คนต่างชาติใช้ในการนมัสการ  หรือวงดนตรีเพื่อการนมัสการ เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้เล่นดนตรีกันเก่งมาก ดีมาก หรือผู้นำนมัสการเองก็มีคนใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก แต่ผมอยากเห็นมากกว่านี้  ต้องมีคนที่สร้างขึ้นมา หรือคนที่เป็นแรงบันดาลใจมากกว่านี้ ผมเองก็ยังมองฝรั่ง แต่เราต้องไม่ก๊อปปี้เขา   ต้องเป็นตัวของตัวเอง หรือในภาพของโบสถ์ก็อยากให้เต็มที่กับพระเจ้า ไม่ติดกับแบบแผนอย่างที่บอกไป 

อ้อ!!!!  อยากเห็นการที่เรานมัสการแล้วคนที่ไม่เป็นคริสเตียนสามารถเข้าร่วมได้ทันที   ปัจจุบัน ภาษาที่เราใช้ยังเป็นอุปสรรคอยู่   ผมเคยเห็น U2 เอาคำว่าฮาเลลูย่าไปใช้ในคอนเสิร์ตแล้วคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ร้องตามไม่ขัดเขินอะไร คือคุณไม่ต้องเป็นคริสเตียน แต่คุณสามารถเข้าร่วมบรรยากาศการนมัสการได้เลย   ซึ่งการนมัสการจะเป็นบันไดทำให้เค้าเปิดใจเชื่อพระเจ้าได้

Henry :   สุดท้ายแบ่งปันภาระใจกับ Thailand One Voice (TOV) หน่อยครับ

โป๋ :    ดีมากๆ เป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว เหมือนที่บอกไปแล้ว  สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้  ต้องมาจากการที่เรามานั่งคุยกัน ทำงานร่วมกัน งานนี้เป็นงานระยะยาว และใช้เวลานาน แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้อยากให้

คุณลองสังเกตดูสิ พระเจ้าใส่วิญญาณการนมัสการไว้ในคนไทยนะ   ดูเวลาที่เค้าจัดคอนเสิร์ตเค้ามานมัสการนะเพียงแต่เค้านมัสการสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่พระเจ้า   นมัสการนักร้อง หรือนมัสการอารมณ์ของดนตรี แม้กระทั่งนมัสการตัวเอง   ถ้าเราสามารถนำใจคนเหล่านั้นให้มานมัสการพระเจ้าได้  ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าได้ จะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน  สิ่งนี้ยากแต่เชื่อว่าจะสำเร็จได้แน่นอน

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับคุณโป๋   ส่วนตัวผมได้รับสิ่งดีๆ ผ่านการสัมภาษณ์มากมาย  ทั้งด้านการนำนมัสการหรือแนวคิดด้านการนมัสการในอนาคต  เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพรแก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ

แล้วพบกันใหม่กับ TOV interview ครั้งต่อไปนะครับ  GOD BLESS